ข้อดีของการจดทะเบียนสมรส

การแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็ก ก่อนจะตกลงปลงใจแต่งงานกับใคร ก็ขอให้คิดให้ดีๆ และคิดให้รอบคอบ ว่าคนคนนี้คือคนที่จะเป็นคู่ทุกข์คู่ยากกันไป เพราะคงไม่มีใครที่อยากจะแต่งงานแล้วแต่งงานเล่าด้วยความตั้งใจ ที่สำคัญ อย่าลืมนึกถึงทะเบียนสมรสถ้าคุณอยากจะเป็นสามีหรือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ที่กฎหมายคุ้มครอง

แต่คู่แต่งงานบางคู่ตกลงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันโดยไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมายไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่มีงานฉลองมงคลสมรส และยิ่งไปกว่านั้น คือการอยู่กินฉันสามีภรรยาโดยที่ไม่มีทะเบียนสมรส ในความเป็นจริง ถ้าคุณไม่สะดวกจะจด ก็จะไม่จดก็ได้ แต่ถ้าจดไว้ มันจะเป็นหลักประกันในชีวิตคุณได้มากกว่า นี่คือ 5 ข้อที่คุณจะได้ ถ้าคุณมีทะเบียนสมรสอยู่ในมือ

  1. ยืนยันการสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายให้ความคุ้มครอง

ผู้ที่ตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันฉันสามีภรรยานั้น หากต้องการจะสมรสกัน ตามที่กฎหมายกำหนดจะต้องจดทะเบียนสมรส มีผลให้กฎหมายคุ้มครองการสมรสนั้น แต่ถ้าอยู่กินกันโดยไม่มีการจดทะเบียนสมรส กฎหมายจะถือว่าทั้งคู่ไม่เคยสมรสกันเลย ดังนั้น หากมีปัญหาเรื่องชู้สาว กฎหมายไม่ได้ดูว่าใครมาก่อนมาหลัง กฎหมายดูว่าใครเป็นคนถือทะเบียนสมรส เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่มีทะเบียนสมรสในมือก็เท่ากับผิดกฎหมาย หมายความว่าถ้าคุณไม่อยากตกเป็นน้อยทั้งทางกฎหมายและทางศีลธรรม กระดาษใบเดียวที่เรียกว่า “ทะเบียนสมรส” คุ้มครองคุณได้

  1. บุตรที่เกิดมาเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อคู่สมรสจดทะเบียนกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว หากมีบุตรด้วยกัน บุตรที่เกิดมาก็จะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายทันทีเช่นกัน แต่ถ้าหากสมรสคุณสมรสกันแค่เพียงการอยู่ด้วยกันแล้วมีบุตร โดยที่ไม่จดทะเบียนสมรส เมื่อมีบุตร บุตรจะเป็นบุตรนอกสมรส หรือบุตรนอกกฎหมาย ซึ่งจะเป็นกลายเป็นเด็กที่ชอบด้วยกฎหมายอย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อฝ่ายชายจดทะเบียนรับรองบุตร นั่นหมายความว่า หากช่วงที่บุตรเกิด แล้วพ่อแม่มีปัญหากันจนฝ่ายชายไม่จดทะเบียนรับรองบุตร อาจเกิดปัญหายุ่งยากตามมา

  1. สามีภรรยาต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน

การสมรส คือการที่คน 2 คนใช้ชีวิตในฐานะ “คู่ชีวิต” นั่นหมายความว่าคุณทั้งคู่เลือกแล้วว่า (อาจ) จะอยู่กันไปตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายจากไป หรือจดกว่าจะมีการจดทะเบียนหย่า ถึงจะสิ้นสุดสถานภาพสมรส เพราะฉะนั้น ในระหว่างนี้ คุณทั้ง 2 ก็มีหน้าที่ในฐานะสามีภรรยา จะต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหนึ่งหาเลี้ยงอีกฝ่าย หรือช่วยกันหาเลี้ยง ซึ่งถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดเงื่อนไข อีกฝ่ายอาจยื่นฟ้องร้องได้เช่นกัน และอาจต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกันต่อไป

  1. ฟ้องเรียกค่าเสียหายกรณีมีชู้ได้

ย้ำอีกครั้งว่าตามกฎหมาย บุคคลที่อยู่ในสถานะ “ชู้” ไม่ใช่คนที่มาทีหลัง แต่ชู้คือคนที่ไม่ได้มีทะเบียนสมรส และในกรณีที่อีกฝ่ายมีทะเบียนสมรสอยู่ก็จะสมรสซ้อนไม่ได้ เป็นเรื่องผิดกฎหมายฐานแจ้งความเท็จ ถ้าฝ่าฝืนทะเบียนสมรสใบใหม่จะเป็นโมฆะ ไม่มีผลตามกฎหมายทั้งสิ้น นั่นหมายความว่า เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดเงื่อนไขการสมรส คือ ทอดทิ้งไม่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน (แถมมีชู้) อีกฝ่ายมีสิทธิ์จะฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงดู ค่าเสียหายได้ และคุณคือผู้ที่อยู่เหนือกว่าทางสังคม

  1. มีสิทธิ์รับมรดกหากคู่สมรสเสียชีวิต

หากเป็นสินสมรส จะเป็นสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นมาระหว่างที่สามีภรรยาใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ในกรณีที่ความรักไปต่อไม่ได้ แล้วลงเอยด้วยการจดทะเบียนหย่า สินสมรสจะถูกแบ่งครึ่ง แต่ในกรณีที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียชีวิต โดยที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ว่าประสงค์จะมอบมรดกให้ใครเป็นพิเศษ มรดกจะตกสู่ทายาทโดยธรรม ซึ่งทายาทลำดับที่หนึ่งได้แก่ผู้สืบสันดาน แต่ถ้าผู้เสียชีวิตมีคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย คู่สมรสตามกฎหมายมีสิทธิ์จะได้รับมรดกนั้น ลำดับเดียวกันกับผู้สืบสันดาน และจะได้รับส่วนแบ่งทางมรดกเท่ากับผู้สืบสันดาน

 

ทำงานบ้าน เผาผลาญพลังงานได้

วันนี้เรามีอีกหนึ่งข้อดีของการทำความสะอาดบ้านมาฝาก เพราะนอกจากบ้านที่สะอาดขึ้นแล้ว การ ทำงานบ้านช่วยลดแคลอรี่ ได้ด้วย แต่งานบ้านแบบไหนช่วยเผาผลาญพลังงานได้เท่าไร

ทำงานบ้านช่วยเผาผลาญพลังงานได้อย่างไร

ไม่มีเวลาไปเข้าฟิตเนส ไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนสาธารณะก็ไม่ทัน ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะแค่ทำความสะอาดบ้านอยู่ที่บ้าน ก็ช่วยเผาผลาญพลังงานได้เหมือนกับการไปออกกำลังกายข้างนอกเลย เพราะการทำงานบ้าน จัดว่าเป็นกิจกรรมจำพวก เทอร์โมจีนีซิส หรือ NEAT หรือในความหมายที่หมายถึง เป็นกิจกรรมที่ไม่ใช่การออกกำลังกาย แต่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตความร้อน เกิดพลังงานและมีการเผาผลาญ ซึ่งสำหรับผู้ที่ไม่ชอบการออกกำลังกาย การใช้กิจกรรมเช่นนี้เพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญและสร้างพลังงานแก่ร่างกายก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี ซึ่งแน่นอนว่า การทำความสะอาดบ้าน เป็นหนึ่งในกิจกรรมดังกล่าว โดยการทำความสะอาดบ้าน อาจช่วยเผาผลาญพลังงานได้สูงถึง 150-200 แคลอรี่ ต่อการทำงานบ้าน 30 นาที

งานบ้านแบบไหนบ้างที่ช่วยเผาผลาญพลังงาน

งานบ้านที่ต้องทำให้สะอาดเรียบร้อยนั้น เรียกได้ว่ามีมากจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน เพราะมีเนื้องานที่ต้องรับผิดชอบทำความสะอาดเต็มไปหมด แต่งานบ้านที่มีส่วนในการเผาผลาญพลังงานที่เห็นผลมากนั้น มีดังนี้

งานบ้านที่เผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 2 แคลอรี่ต่อนาที ได้แก่

  • การจัดเตียงนอน

คาดไม่ถึงเลยสิว่าแค่การจัดและทำความสะอาดเตียงนอนนั้น จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ การเปลี่ยนปลอกหมอน ขึงผ้าปูเตียง ล้วนแล้วแต่ใช้กล้ามเนื้อทั้งแขนและขา การวุ่นอยู่กับการทำความสะอาดและจัดเตียงนอน 30 นาที ช่วยลดแคลอรี่ได้มากถึง 187 แคลอรี่เลยทีเดียว

งานบ้านที่เผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 4 แคลอรี่ต่อนาที ได้แก่

  • ดูดฝุ่น หรือถูพื้น

โดยสามารถเพิ่มการเผาผลาญได้ด้วยการขยับแขนและขาบ่อยๆ ไม่ยืนถูอยู่กับที่ ซึ่งการดูดฝุ่นหรือถูบ้าน 30 นาที อาจช่วยเผาผลาญพลังงานได้ 99-120 แคลอรี่

  • การเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ

การทำความสะอาดประเภทนี้บางครั้งอาจจำเป็นต้องมีการเขย่ง ซึ่งจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อทั้งขาและแขน โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่อง หรืออาจจำเป็นต้องมีการทำความสะอาดในพื้นที่ที่ต้องมีการก้ม การยืดแขน ก็เสมือนว่าการทำงานบ้านประเภทนี้ เป็นการทำโยคะไปในตัว

งานบ้านที่เผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 6 แคลอรี่ต่อนาที ได้แก่

  • การทำงานบ้านที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายวัตถุ

นอกจากทำความสะอาดแล้ว ก็ยังต้องมีการยกเก็บเข้าตู้หรือชั้นเก็บของ การยกสิ่งของไปมานี้ ก็จะเป็นการบริหารกล้ามเนื้อไปในตัว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อแขนและไหล่ โดยหากเสียเวลากับการย้ายข้าวของพวกนี้ 30 นาที อาจช่วยเผาผลาญพลังงานได้ 105 แคลอรี่

นอกจากงานบ้านเล็กๆ แล้ว งานบ้านที่ต้องใช้แรงมากๆ ดังต่อไปนี้ ก็ช่วยเผาผลาญพลังงานได้เช่นกัน

  • การกวาด-เก็บใบไม้แห้ง

เป็นที่แน่นอนว่าต้องใช้ทั้งกำลังแขนและขา ยิ่งสวนหรือบริเวณที่มีใบไม้แห้งร่วงหล่นกว้างมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องเสียแรงและเวลาในการทำความสะอาดมากเท่านั้น การเก็บกวาดใบไม้แห้ง 30 นาที สามารถเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 120 แคลอรี่

  • กำจัดวัชพืช

บางคนมีสวนสวยงาม แต่เพราะห่างหายจากการดูแลก็เลยอาจทำให้มีต้นหญ้าหรือวัชพืชขึ้นมาแย่งความงดงามของไม้ดอกไม้ประดับที่ปลูกไว้ ซึ่งการตัดหญ้า การถอนวัชพืช 30 นาที ช่วยในการเผาผลาญพลังงานมากถึง 139 แคลอรี่

  • การล้างรถ

เตรียมน้ำและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้พร้อม รถคันโก้ที่ขับอยู่ทุกวัน ได้เวลาจัดการทำความสะอาดเสียที โดยการทั้งขัด ทั้งถู เพื่อให้รถสะอาดนี้ ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ 135 แคลอรี่ ต่อ 30 นาที

  • ล้างจาน

ยิ่งจานชามและอุปกรณ์ที่ต้องทำความสะอาดมีเยอะ ก็ยิ่งต้องใช้เวลาและช่วยเผาผลาญได้มากขึ้นไปด้วย โดยถ้าหากอุปกรณ์ในครัวเรือนมีปริมาณมาก ต้องใช้เวลาตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไปในการทำความสะอาด ก็จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ 187 แคลอรี่ ต่อการล้างจาน 30 นาที

ยังคงมีงานทำความสะอาดบ้านอื่นๆ อีกที่ไม่ได้นำมารวบรวมไว้ในบทความนี้ แต่ทุกการเคลื่อนไหวในการทำความสะอาดบ้าน ล้วนแล้วแต่ต้องออกแรงกล้ามเนื้อทั้งนั้น ยิ่งออกแรงมาก ก็ยิ่งช่วยในการเผาผลาญมาก เคล็ดลับอีกข้อก็คือ หากอยากให้งานบ้านสนุกและเคลื่อนไหวได้มากขึ้น อาจมีการเปิดเพลงประกอบการทำงานบ้าน โยกย้ายร่างกายตามจังหวะเสียงเพลงด้วย เพื่อไม่ให้งานทำความสะอาดในส่วนที่ต้องยืนเฉยๆ ไม่ได้เกิดออกแรง เพียงเท่านี้ ก็ได้ทั้งความสะอาด ความสนุก และที่สำคัญได้เผาผลาญพลังงานอีกด้วย

 

อันตรายจากการฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ หรือสารเติมเต็มที่ใช้สำหรับฉีดเพิ่มเติมเต็มชั้นผิวหนัง หรือชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อแก้ไขปัญหาริ้วรอยร่องลึกตามบริเวณต่างๆ เช่น หน้าผาก รอบดวงตา ร่องลึกมุมปาก หรือใช้ในการแก้ไขปรับแต่งรูปหน้า เช่น เติมริมฝีปาก ร่องแก้ม ให้ดูอวบอิ่ม ตลอดจนใช้ฟื้นฟูผิวพรรณให้กลับมากระชับเปล่งปลั่งอีกครั้ง

ประเภทของสารฟิลเลอร์

สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับฟิลเลอร์เอาไว้ ดังนี้

  1. ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว เป็นสารที่เลียนแบบน้ำในผิว นั่นคือ สารไฮยาลูโลนิก มีอายุตั้งแต่ 4 เดือน ถึง 1 ปีครึ่ง
  2. ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร เช่น ซิลิโคน พาราฟิน หลังฉีดไม่สลายตามธรรมชาติ มักเป็นสาเหตุของการอักเสบ และเป็นตุ่ม เป็นก้อน หลังฉีดมานานหลายปี

ปัญหาผิวพรรณที่รักษาด้วยฟิลเลอร์

  • ริ้วรอยและร่องลึกจากวัย เช่น ริ้วรอยหางตา ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ฟิลเลอร์จะช่วยเพิ่มชั้นของผิวหนังให้หนาขึ้น ทำให้ร่องและริ้วรอยตื้นขึ้น
  • แผลเป็นชนิดผิวบุ๋ม เช่น แผลเป็นจากสิว ซึ่งเป็นชนิดที่ไม่มีพังผืด
  • เสริมผิวหนังให้มีลักษณะนูนเต็มขึ้นกว่าเดิม เช่น เสริมคาง เสริมจมูก หรือริมฝีปาก

อันตรายจากฟิลเลอร์

โดยส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่จะมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้

ผลข้างเคียงในระหว่างการฉีด

  • เส้นเลือดอุดตัน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะเนื้อตาย และอาจเข้าไปสู่เส้นเลือดที่เลี้ยงดวงตา ทำให้ตาบอดได้
  • ภาวะฟกช้ำ ที่เกิดจากเข็มผ่านเส้นเลือด

ผลข้างเคียงในระยะแรก

  • มีลักษณะบวม นูน เป็นก้อน และขรุขระ
  • การติดเชื้อเฉียบพลัน

ผลข้างเคียงในระยะยาว

  • เกิดตุ่ม ก้อน และบวม ในภายหลังจากการแพ้หรือติดเชื้อ
  • มีหนอง หรือน้ำเหลือง ซึม จากการใช้ฟิลเลอร์ถาวร

จะเห็นได้ว่า การฉีดฟิลเลอร์มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นก่อนเข้ารับบริการจึงควรศึกษาข้อมูลให้ดี เลือกรับบริการจากสถานพยาบาลและแพทย์ที่น่าเชื่อถือ ไม่เห็นแก่ราคาถูกจนเกินไป และที่สำคัญไม่ควรฉีดฟิลเลอร์มากเกินกว่าที่แพทย์แนะนำ

 

ทำไมถึงขับถ่ายบ่อย กว่าปกติ

ทำไมบางคนหลังจากกินอาหารได้ไม่นาน จะมีอาการอยากขับถ่ายทันที หรือบางคนก็ขับถ่ายง่ายเกินไป มีสาเหตุมาจากอะไร แล้วเสี่ยงเป็นโรคอะไรหรือไม่ วันนี้เรารวบรวมข้อมูลมาฝากกัน ซึ่งคนที่กินปุ๊บถ่ายปั๊บ อาจเกิดอาการไวต่ออาหารบางชนิด เช่น น้ำส้มสายชู กาแฟ ของเผ็ด ของมัน หรือผลไม้บางชนิด ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เมื่ออาหารดังกล่าวตกถึงกระเพาะ ก็จะกระตุ้นให้เกิดกระแสประสาทวิ่งตรงไปลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการปวดท้องและอยากจะขับถ่ายทันที

นอกจากนี้ ก็ยังมีความเสี่ยงจะเป็นโรคลำไส้แปรปรวนด้วยเช่นกัน ซึ่งในผู้ที่ป่วยลำไส้แปรปรวนจะมีอาการไม่สบายท้อง แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในท้องมาก ปวดท้องมากหลังรับประทานอาหาร และอาการจะดีขึ้นหลังการขับถ่าย ท้องผูก ท้องเสีย ท้องผูกสลับกับท้องเสีย อุจจาระแข็งหรือนิ่มกว่าปกติ อุจจาระไม่สุด อุจจาระมีเมือกใสหรือสีขาวปนออกมา อั้นอุจจาระไม่อยู่ หรืออาจพบอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หมดแรง ปวดหลัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรืออาจรู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศขณะมีเพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยที่เป็นเพศหญิง เป็นต้น

โดยโรคลำไส้แปรปรวนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารเอง หรือจากปัจจัยภายนอก เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ความผิดปกติของชนิดแบคทีเรีย หรือปริมาณแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร และอาจเกิดจากการรับประทานอาหารบางชนิดในปริมาณมากๆ ก็อาจทำให้เกิดลำไส้แปรปรวนได้ รวมถึงภาวะเครียดก็อาจเป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการลำไส้แปรปรวนมากขึ้น

การดูแลรักษาเบื้องต้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มันจัด เช่น หนังเป็ด หนังไก่ นม ครีม เนย น้ำนมในปริมาณมาก ควรรับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะ และผสมผสานหลายๆ หมู่อาหาร เลี่ยงการรับประทานอาหารในปริมาณมากๆ เพราะจะกระตุ้นให้มีอาการปวดท้องและท้องเสียได้ง่าย

อาหารที่มีกากหรือเส้นใยจะช่วยให้ลำไส้บีบตัวได้ดี ซึ่งกากหรือเส้นใยยังช่วยดูดน้ำไว้ในอุจจาระ ทำให้อุจจาระไม่แข็งและถ่ายได้ง่ายขึ้น แต่ควรกินทีละน้อยแต่กินให้บ่อยขึ้น ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด กาแฟ ของดอง น้ำอัดลมและยาบางชนิด ซึ่งจะทำให้มีอาการมากขึ้นด้วย ภาวะเครียดก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้มีการเกร็งตัวของลำไส้เพิ่มขึ้น จึงควรผ่อนคลายทำจิตใจให้สบาย พักผ่อนทั้งร่างกายให้เพียงพอ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนี้อีกส่วนหนึ่ง

ในการรักษาทำได้โดยบรรเทาอาการของโรคลำไส้แปรปรวน เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติมากที่สุด ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง รักษาได้โดยจัดการกับปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค เช่น ความเครียด การรับประทานอาหาร การใช้ชีวิต ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจจะต้องใช้ยาในการรักษา และแนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาการของลำไส้แปรปรวนอาจเป็นอาการเบื้องต้น ที่พบได้ในโรคร้ายแรงหลายโรค เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง มะเร็งทางเดินอาหาร ซึ่งแพทย์จะพิจารณาสืบค้นเพิ่มเติม ตามข้อบ่งชี้ต่อไป

เหตุผลที่เป็นไปได้ว่าทำไมคุณถึงถ่ายบ่อยกว่าปกติ

  1. ทานผักหรือผลไม้มากเป็นพิเศษ
  2. ติดเชื้อ การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย สามารถทำให้คุณถ่ายอุจจาระมากกว่าปกติ และทำให้ท้องเสียได้
  3. ออกกำลังกายมากขึ้น การออกกำลังกายจะไปเพิ่มการบีบตัวของกล้ามเนื้อในลำไส้ใหญ่ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแพทย์มักแนะนำให้คนที่ท้องผูกออกกำลังกายมากขึ้น
  4. ลำไส้แปรปรวน เป็นโรคที่พบได้ทั่วไป ซึ่งผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บท้อง มีก๊าซ ปวดท้องเกร็ง และอาจขับถ่ายบ่อยครั้ง ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนมากจะรู้สึกปวดที่ช่องท้องในทันที และจะปวดท้องเกร็งร่วมกับมีอาการท้องผูกหรือท้องเสีย
  5. ความเครียด มีส่วนที่ส่งผลต่อบางระบบในร่างกาย ซึ่งมีบางคนพบว่าความเครียด เป็นตัวการที่ทำให้ถ่ายมากขึ้น นอกจากนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่พบว่า ตัวเองถ่ายอุจจาระเหลวกว่าเดิมเมื่อรู้สึกเครียด
  6. ใกล้มีประจำเดือน ผู้หญิงหลายคนที่อยู่ในช่วงใกล้มีประจำเดือนมักพบว่าตัวเองถ่ายเหลวหรือถ่ายบ่อยกว่าปกติ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ปกติ เพราะเกิดจากความผันผวนของฮอร์โมนในช่วงรอบเดือนนั่นเอง

 

 สาเหตุที่ทำให้เลือดประจำเดือนเป็นลิ่ม

คนที่มีอาการเลือดประจำเดือนเป็นลิ่ม บางครั้งอาจสร้างความกังวลใจอย่างมาก และทำให้คิดไปต่างๆ นานาว่าจะเป็นสัญญาณของโรคร้ายหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วอาการเลือดประจำเดือนเป็นลิ่มนั้น เกิดจากการที่ร่างกายของเราไม่สามารถขับเลือดประจำเดือนออกมาได้ทัน จึงทำให้เลือดค้างสะสมอยู่ในช่องคลอด และมักเกิดในช่วงที่ประจำเดือนมามากกว่าปกติ ในส่วนของสาเหตุที่ทำให้เลือดประจำเดือนเป็นลิ่ม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผู้หญิงควรรู้มีดังนี้

1.ร่างกายขาดธาตุเหล็ก

อาการขาดธาตุเหล็กถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดกับผู้หญิงในช่วงที่มีประจำเดือน ซึ่งภาวะดังกล่าวนั้นถือเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ อีกทั้งการขาดธาตุเหล็กในร่างกายยังส่งผลให้เลือดประจำเดือนเป็นลิ่มอีกด้วย ดังนั้นหากเผชิญกับอาการดังกล่าว แนะนำให้ทานอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก เช่น ถั่วเปลือกแข็ง เนื้อสัตว์ หรือไข่ไก่ ซึ่งควรทานให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

2.เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นั้น มักเกิดกับผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 40-50 ปี หรืออยู่ในวัยที่ใกล้หมดประจำเดือน ซึ่งอาการนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้มีอาการปวดท้องประจำเดือนหนักเท่านั้น แต่ยังทำให้ประจำเดือนมามากกว่าปกติ จนทำให้เกิดการค้างสะสมอยู่ในช่องคลอดและเกาะตัวจนเลือดเป็นลิ่มอีกด้วย

3.เคยประสบกับการแท้งบุตร

การแท้งบุตรในช่วงแรกๆ อาจส่งผลให้เกิดภาวะประจำเดือนเป็นลิ่มได้ แต่ก็จำเป็นต้องหมั่นสังเกตถึงความผิดปกติของเลือดประจำเดือนด้วย หากมามากกว่าปกติและติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติต่อไป

4.เนื้องอกในมดลูก

อาการเนื้องอกในมดลูกมีผลต่อการทำให้เลือดประจำเดือนเป็นลิ่มได้ แต่ก็ถือเป็นอาการเสี่ยงที่พบได้ไม่บ่อยมากนัก เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว อาการเลือดประจำเดือนเป็นลิ่มมักเกิดจากการที่ประจำเดือนมามากกว่าปกตินั่นเอง

5.โรครังไข่มีถุงน้ำหลายใบ

โรครังไข่มีถุงน้ำหลายใบ หรือที่เราเรียกว่า โรค PCOS เป็นโรคที่ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงเกิดความแปรปรวน และส่งผลให้ประจำเดือนมามากกว่าปกติ อีกทั้งยังส่งผลให้เลือดประจำเดือนเป็นลิ่มอีกด้วย

6.เกิดจากการใช้ยารักษาบางชนิด

การใช้ยาบางชนิดในการรักษาโรคต่างๆ เช่น ยาสเตียรอยด์ ส่งผลให้ฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้เยื่อบุมดลูกหนาตัวขึ้นและประจำเดือนมามากกว่าปกติ แต่อาการเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อระยะเวลาผ่านไป

7.เข้าสู่ช่วงใกล้หมดประจำเดือน

ก่อนเข้าสู่วัยช่วงใกล้หมดประจำเดือนประมาณ 1 ปี อาการต่างๆ จะเริ่มเกิดขึ้นกับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นอาการวูบวาบ มีเหงื่อออกตอนกลางคืน อาการช่องคลอดแห้ง รวมถึงเลือดประจำเดือนเป็นลิ่ม ซึ่งอาการเหล่านี้ถือเป็นอาการส่งท้ายช่วงชีวิตของการมีประจำเดือนเลยก็ว่าได้

จะเห็นได้ว่าอาการเลือดประจำเดือนเป็นลิ่มนั้น มีสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่ล้วนเกิดมาจากการที่ประจำเดือนมามากกว่าปกติ ซึ่งถือว่าไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจหรือละเลยในอาการเหล่านี้ หากรู้สึกเป็นกังวลใจกับอาการที่เกิดขึ้น แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงจะดีที่สุดค่ะ

 

อาบน้ำอุ่นดีไหม

   

สาวๆ คนไหนที่ชอบอาบน้ำอุ่นเป็นชีวิตจิตใจ เชื่อว่าจะต้องเคยเจอกับปัญหาผิวแห้ง คัน และลอก กันมาแล้วทั้งนั้น แต่ถ้าจะให้กลับไปอาบน้ำเย็นก็คงทำใจได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวด้วยแล้วละก็ทำให้หลายคนแทบไม่อยากจะโดนน้ำเลยทีเดียว และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้หลายคนมองหาวิธีดูแลผิวหลังอาบน้ำอุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งกร้าน และลอกเป็นขุย ซึ่งจะมีวิธีไหนบ้าง วันนี้เรามีเคล็ดลับอาบน้ำอุ่นอย่างไร ไม่ให้ผิวแห้ง พร้อมมีข้อดี-ข้อเสียของการอาบน้ำอุ่น มาบอกให้สาวๆ ทราบกันแล้ว

ข้อดีของการอาบน้ำอุ่น

       – การอาบน้ำอุ่นจะช่วยทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น รวมถึงระบบเส้นประสาทและกล้ามเนื้อก็ผ่อนคลายเช่นเดียวกัน ซึ่งช่วยลดการตึงบริเวณข้อต่อและกล้ามเนื้อ

       – ช่วยทำให้ระบบหายใจทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะคนที่เป็นหวัด และไอแบบมีเสมหะ การอาบน้ำร้อนจะช่วยเปิดทางเดินหายใจให้คุณหายใจได้สะดวกมากขึ้น

       – ช่วยลดสิว การอาบน้ำร้อนจะช่วยทำให้รูขุมขนของสาว ๆ เปิดกว้าง  และสามารถขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนได้อย่างสะอาดหมดจด ซึ่งช่วยลดการเกิดสิวเสี้ยนและสิวอุดตัน

       – ทำให้นอนหลับสบาย การอาบน้ำอุ่นจะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากความตึงเครียดและความเหนื่อยล้าที่ต้องเจอมาทั้งวัน เมื่อรู้สึกสบายตัวก็จะช่วยส่งเสริมให้นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อเสียของการอาบน้ำอุ่น

       – การอาบน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิสูงจนเกินไปอาจทำให้ผิวของสาว ๆ แห้งกร้าน เพราะน้ำอุ่นจะชะล้างน้ำมันที่อยู่บนผิวออกไปจนหมด ส่งผลให้ผิวขาดความชุ่มชื้น และแห้งลอก

       – การแช่น้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 30 นาที จะทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด และเวียนหัวได้

       – หากสาว ๆ อาบน้ำ และสระผมด้วยน้ำอุ่นอาจทำให้ผมแห้งเสีย ชี้ฟู รวมถึงเกิดรังแคได้ เพราะน้ำอุ่นเป็นตัวทำลายน้ำมันที่ผลิตขึ้นมาตามธรรมชาติออกจนหมด  

       – สำหรับคนที่มีโรคความดันสูง โรคหัวใจ และโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิสูง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

อาบน้ำอุ่นอย่างไร ไม่ให้ผิวแห้ง

       – หากคุณเป็นคนชอบอาบน้ำอุ่นแต่ต้องเจอกับปัญหาผิวแห้ง แนะนำให้ลดเวลาอาบน้ำให้สั้นลง และปรับอุณหภูมิน้ำไม่ให้ร้อนจนเกินไป

       – เลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่ช่วยคงสมดุล pH ในผิวให้เป็นกลาง และกักเก็บความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวแห้งหลังอาบน้ำ โดยแนะนำให้ใช้สบู่เหลวแทนสบู่ก้อน เพราะสบู่ก้อนส่วนใหญ่จะมีความเป็นด่างสูงทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น แห้งตึง ลอกเป็นขุย และเกิดการระคายเคือง

เคล็ดลับบำรุงผิวหลังอาบน้ำอุ่น

  1. หลังอาบน้ำ เช็ดผิวให้แห้งหมาด ๆ แล้วทาครีมบำรุงผิวที่ผสมออยล์ หรือน้ำมันมะพร้าวทันทีโดยไม่ต้องรอให้ตัวแห้งสนิท วิธีนี้จะช่วยล็อกความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมปกป้องผิวไม่ให้แห้งกร้านระหว่างวัน
  2. เลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิค ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ และช่วยปรับสภาพผิวที่แห้งกร้านให้กลับมาอิ่มน้ำ ดูสุขภาพดี
  3. หากรู้สึกว่าผิวแห้งลอก ระคายเคือง และมีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนังหลังอาบน้ำ นั่นอาจไม่ใช่ผิวแห้งจากการอาบน้ำอุ่น แต่เป็นอาการแพ้สบู่ หรือยาสระผมที่ใช้ แนะนำให้ลองเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที
  4. บำรุงผิวด้วยออยล์ทาผิว น้ำมันมะพร้าว หรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ นอกจากจะบำรุงผิวแห้งกร้านให้กลับมานุ่มชุ่มชื้นแล้ว ยังลดอาการระคายเคืองได้อีกด้วย
  5. ใช้วาสลีนทาบริเวณข้อศอก หัวเข่า และตาตุ่ม เพื่อบำรุงให้ผิวที่ด้านและแห้งกร้านกลับมานุ่มชุ่มชื้นอีกครั้ง

 

 

วิธีกำจัดราบนเสื้อผ้า 

เสื้อผ้าขึ้นรา แก้ได้ไม่ยาก มาดูวิธีกำจัดเชื้อราบนเสื้อผ้า พร้อมบอกลาเสื้อเก่าสุดโทรมเพราะรอยจุดดำๆ ให้เสื้อตัวโปรดกลับมาสะอาดน่าใส่อีกครั้ง

เซ็งสุดๆ เมื่อกำลังจะใส่เสื้อตัวโปรด แต่เจอจุดดำๆ เล็กๆ กระจายเต็มไปหมด เพราะตู้เสื้อผ้าชื้นหรือเผลอกองเสื้อผ้าเปียกเหงื่อทิ้งไว้หลายวัน จนมีเชื้อราเกาะเสื้อผ้าของเรา  อย่าเพิ่งโยนทิ้งนะคะ เพราะวันนี้เรามีวิธีกำจัดเชื้อราบนเสื้อผ้าแบบง่ายๆ มาฝาก รับรองว่าซักสะอาดหมดจด ไม่เหลือร่องรอยให้หงุดหงิดใจแน่นอน แต่จะมีวิธีใดที่สามารถใช้ของในบ้านของเราทำได้บ้าง ก็ตามไปดูกันเลย

  1. นมเปรี้ยว

เนื่องจากนมเปรี้ยวมีความเป็นกรด ที่สามารถช่วยกำจัดเชื้อราบนเสื้อผ้าได้ ซึ่งวิธีการก็ไม่ยาก แค่ถูนมเปรี้ยวลงบนคราบ แล้วทิ้งไว้ 1 คืน หรือเอาไปตากแดดจนเสื้อผ้าแห้งสนิท  เสร็จแล้วค่อยนำกลับมาซัก เจ้าเชื้อราก็จะยอมแพ้และยอมหลุดออกจากเสื้อผ้าของเราแบบง่ายๆ แน่นอน

  1. น้ำร้อน

น้ำร้อนเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยกำจัดเชื้อราบนเสื้อผ้าได้แบบง่ายๆ เพียงแค่เรานำเสื้อผ้าที่มีเชื้อราไปซักในน้ำร้อน เสร็จแล้วก็นำไปตากให้แห้ง แต่มีข้อแม้คือไม่ควรซักรวมกับเสื้อผ้าตัวอื่น ๆ เด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อรายิ่งแพร่กระจายไปสู่เสื้อผ้าตัวอื่นนั่นเอง

          3.ด่างทับทิม

นอกจากใช้ล้างผักเพื่อกำจัดสารเคมีตกค้างได้แล้ว ยังใช้ซักราบนเสื้อผ้าได้ด้วย โดยใช้ตักด่างทับทิมแค่ปลายช้อนชาไปละลายในน้ำ เสร็จแล้วก็นำเสื้อผ้าที่ขึ้นรามาแช่ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หรือเห็นว่าคราบจางลง หลังจากนั้นก็นำไปซักแบบปกติก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

  1. น้ำมะนาว

น้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรดเช่นเดียวกับนมเปรี้ยว วิธีการซักก็คล้ายๆ กันเลย โดยเทน้ำมะนาวลงบนคราบ ทิ้งไว้สักพัก จากนั้นก็นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วค่อยเอากลับมาซักด้วยผงซักฟอกอีกครั้ง

  1. น้ำส้มสายชู

นอกจากจะกำจัดเชื้อราได้แล้ว ยังซักกลิ่นเหม็นอับออกได้ด้วย ซึ่งขั้นตอนนั้นก็เริ่มจากผสมน้ำส้มสายชู ประมาณ 1-2 ถ้วยตวง เข้ากับน้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอก เสร็จแล้วก็นำไปซักและตากให้แห้ง แต่ถ้าหากคราบราฝังแน่นเป็นวงกว้าง แนะนำให้แช่ผ้าทิ้งไว้ในน้ำส้มสายชูอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ก่อนซัก

  1. เบกกิ้งโซดา

หากพูดถึงตัวช่วยทำความสะอาด จะขาดเบกกิ้งโซดาไปไม่ได้ โดยก่อนจะลงมือซัก อย่าลืมแยกผ้าขาวออกจากผ้าสีซะก่อน หลังจากนั้นก็ใส่ผงซักฟอกพร้อมเบกกิ้งโซดาใช้ประมาณ ½ ช้อนโต๊ะ ลงในเครื่องซักผ้าแล้วซักด้วยน้ำร้อน เท่านี้ก็ไม่รอยเชื้อรากวนใจแล้วล่ะ

  1. น้ำยาฟอกขาว

นอกจากจะทำให้เสื้อผ้าขาวสดใสเหมือนใหม่แล้ว น้ำยาฟอกขาวยังช่วยกำจัดราบนเสื้อผ้าได้อีกด้วย โดยซักด้วยน้ำยาฟอกขาวผสมกับน้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอก แต่สำหรับเสื้อผ้าที่มีราขึ้นเยอะ แนะนำให้แช่ผ้าในน้ำยาฟอกขาวผสมน้ำเปล่าก่อน ในอัตราส่วนน้ำยาฟอกขาว ½ ถ้วยตวง ต่อน้ำ 1 แกลลอน แล้วค่อยนำเสื้อผ้าไปซัก

  1. ผงบอแรกซ์

ตัวช่วยชนิดนี้เกำจัดเชื้อราได้ดีมาก เริ่มจากใส่ผงบอแรกซ์ ½ ถ้วยตวง ผสมกับน้ำร้อน แล้วคนจนผงบอแรกซ์ละลาย แล้วเทส่วนผสมที่ได้ลงไปในถังซักผ้า จากนั้นก็ซักตามปกติ นำไปผึ่งแดดให้แห้ง รับรองว่าเชื้อราหายไปในพริบตาเลย

  1. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์

สำหรับบ้านใครที่มีไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) เหลืออยู่ ให้แบ่งมาใส่ในขวดสเปรย์แล้วฉีดลงไปบนเสื้อตรงที่เชื้อราให้ชุ่ม แต่ถ้าหากมีเชื้อราหลายจุด ควรจะแช่ลงไปทั้งตัว ยิ่งแช่นานก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขจัดคราบนะคะ

  1. เกลือ

วิธีนี้แนะนำให้ใช้คู่กับน้ำมะนาวก็จะได้ผลดียิ่งขึ้น โดยผสมเทเกลือผสมกับน้ำมะนาว แล้วป้ายลงบนคราบให้ทั่ว ทิ้งไว้อย่างน้อย 15-20 นาที ขยี้เบาๆ ก่อนนำไปซัก เพื่อให้คราบออกง่ายขึ้น

 

 

 

ผลเสียของการนอนน้อย

สาวกเหล่าบุคคลกลางคืนทั้งหลาย คงจะชล่าใจไม่รู้ว่าภัยเงียบที่มากับการนอนน้อยว่าเสี่ยงต่ออะไรบ้างวันนี้เราจะพาไปดูกันว่า ผลเสียของการนอนน้อยเป็นเช่นไร เนื่องจากพฤติกรรมการชีวิตของคนในยุคปัจจุบันที่ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ติดการเล่นโซเซี่ยลมีเดีย ดูซีรีย์จนดึกดื่น ทุ่มเทให้กับการทำงานจนเหลือเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวันในการนอน หรือความเครียดต่าง ๆ ที่มาทำให้นอนไม่ค่อยหลับ หลับไม่สนิท หลับๆ ตื่นๆ ตื่นเช้ามาก็ยังงัวเงียไม่สดชื่น แต่การนอนเป็นกิจวัตรประจำวันที่มีความสำคัญต่อร่างกายของเราทั้งด้านร่างกายและอารมณ์อย่างมาก

น้ำหนักเพิ่ม
การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอมีความเกี่ยวข้องกับความหิวและการเจริญอาหารที่นำไปสู่ความอ้วนในที่สุด เพราะการนอนน้อยจะลดระดับของฮอร์โมนเลปตินที่มีหน้าที่ควบคุมความอิ่มและเพิ่มระดับของฮอร์โมนเกรลินที่ทำให้เรารู้สึกเจริญอาหาร การนอนน้อยยังกระตุ้นให้ความอยากอาหารที่มีไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตสูง ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่าย ๆ อีกด้วย

สุขภาพผิวแย่
คนจำนวนไม่น้อยมากประสบปัญหาผิวเหลืองและมีถุงใต้ตาหลังจากนอนน้อยไม่กี่คืน แต่หากปล่อยไว้ในระยะยาวจะส่งผลให้ผิวพรรณขาดความเปล่งปลั่งสดใส เกิดริ้วร้อยตื้น รอบดวงตาคล้ำดำ เพราะเมื่อเรานอนหลับไม่เพียงพอ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลมากขึ้น โดยระดับจำนวนคอร์ติซอลที่มากเกินไปจะทำลายคอลลาเจนที่ผิวหนัง ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้ผิวหนังยืดหยุ่น เรียบเนียน

ความจำแย่ลง
ถ้าอยากมีความจำที่ดีต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหลายๆ งานวิจัยพบว่าการนอนหลับส่งผลกระทบต่อความจำและการเรียนรู้ โดยอาจทำให้ความสามารถในการใช้เหตุผล การแก้ปัญหา และสมาธิในการทำงานหรือการเรียนหนังสือลดประสิทธิภาพลง

ความต้องการทางเพศลดลง
การนอนหลับที่ไม่เพียงพอจะทำให้ความต้องการและความสนใจในเรื่องเพศลดลง ไม่มีเรี่ยวแรง ง่วงนอน และเกิดความตึงเครียด โดยงานวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism ระบุว่าผู้ชายส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนมักจะมีระดับฮอร์โมนเพศชายหรือเทสโทสเตอโรนที่ต่ำ นอกนี้การนอนหลับที่ผิดปกติยังส่งให้ต่อฮอร์โมนสืบพันธุ์ ซึ่งอาจทำให้ส่งผลต่อการมีบุตรอีกด้วย

เกิดอาการซึมเศร้า
การนอนน้อยส่งผลให้รู้สึกหงุดหงิด โกรธง่าย หรืออารมณ์เสียในวันถัดไป แต่หากนอนน้อยสะสมเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจนำไปสู่ความผิดปกติทางด้านอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล การนอนน้อยเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้มากในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยพวกเขามักจะนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน

ภูมิต้านทานอ่อนแอ
หากรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้หวัด คำแนะนำที่มักได้ยินบ่อยคือการ นอนหลับพักผ่อนเยอะ ๆ เพราะการนอนน้อยในระยะยาวจะรบกวนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งทำให้ความสามารถในการป้องกันและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ น้อยลง เพราะระหว่างที่นอนหลับ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะหลั่งโปรตีนที่ชื่อว่าไซโตไคน์ (Cytokines) โดยร่างกายของเราจะต้องการไซโตไคน์มากขึ้น เมื่อมีการติดเชื้อ อักเสบ หรืออยู่ในภาวะตึงเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้การผลิตไซโตไคน์ลดลง ดังนั้นเราจึงต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อต่อสู้กับโรคต่างๆ

คลื่นไมโครเวฟ อันตรายต่อสุขภาพหรือไม่?

คลื่นไมโครเวฟ คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เหมือนคลื่นวิทยุ คลื่นทีวี คลื่นแสงอินฟาเรด แสงอัลตร้าไวโอเล็ต และอีกหลายๆ คลื่นแหละค่ะ หลักการทำงานของมันคือ คลื่นไมโครเวฟจะพุ่งเข้าไปกระทบอาหาร ถ่ายทอดพลังงานให้โมเลกุลของน้ำทั้งใน และนอกอาหาร  จนเกิดการสั่นสะเทือน และเสียดสีกันจนเป็นความร้อน จนทำให้อาหารสุก 

แสงสีส้มในเตาไมโครเวฟ เป็นอันตรายหรือไม่?

ไม่เป็นอันตรายใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ เพราะคลื่นไมโครเวฟจะไม่สามารถทะลุผ่านฝาตู้ออกมาภายนอกได้เลย เพราะมีแรงทะลุทะลวงต่ำกว่าแสงอินฟาเรด แสงธรรมดา รวมไปถึงรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต รังสีเอ๊กซ์ หรือรังสีแกมมาเสียอีก

ทานอาหารที่ผ่านคลื่นไมโครเวฟบ่อยๆ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่?

คลื่นไมโครเวฟจะพุ่งผ่านอาหารที่เราใส่เข้าไปในเตา เพื่อทำให้เกิดการสั่นสะเทือน จนเกิดเป็นความร้อนที่ทำให้อาหารสุก แต่ตัวคลื่นไมโครเวฟเอง เมื่อถ่ายทอดพลังงานให้กับอาหารแล้ว ตัวมันเองก็จะสลายหายไป ไม่เหลือตกค้างไว้ในอาหาร ภาชนะ หรือในสิ่งใดทั้งสิ้น ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ปรุงสุก หรืออุ่นจากไมโครเวฟบ่อยๆ ไมได้ทำให้ร่างกายได้รับอันตรายแต่อย่างใด

อันตรายที่มากับเตาไมโครเวฟ

แม้ว่าไมโครเวฟจะปลอดภัยในการใช้งานอย่างมาก แต่จะเป็นอันตรายกับเราทันที ถ้าเตาไมโครเวฟอยู่ในสภาพชำรุด เช่น ฝาตู้ปิดได้ไม่สนิท มีรอยรั่ว เพราะอาจทำให้คลื่นไมโครเวฟรั่วไหลออกมาภายนอกได้

นอกจากนี้ หากปล่อยให้ไมโครเวฟสกปรกจากการอุ่นอาหารนานๆ ไม่ยอมทำความสะอาด ความเค็มของอาหารจะทำให้เตาไมโครเวฟเกิดคราบสนิม จนอาจเกิดเป็นรอยทะลุ และคลื่นไมโครเวฟรั่วได้เช่นกัน

 ใช้เตาไมโครเวฟอย่างไร ให้ถูกวิธี

  1. เลือกภาชนะที่ปลอดภัยในการใช้กับเตาไมโครเวฟเท่านั้น เช่น จานชามกระเบื้อง ภาชนะทนไฟ พลาสติกทนความร้อน และภาชนะที่ทำจากไม้ หรือกระดาษ ข้อสังเกตอักจุดหนึ่งคือ เลือกซื้อภาชนะที่ฉลากบอกไว้ว่า ใช้ร่วมกับเตาไมโครเวฟได้
  2. ห้ามใช้ภาชนะ จานชาม ที่ทำจากโลหะ หรือมีส่วนผสมของโลหะ ภาชนะกระเบื้องที่มีขอบเงินขอบทอง รวมไปถึงฟอยล์ห่ออาหารสีเงิน กับเตาไมโครเวฟเป็นอันขาด เพราะคลื่นไมโครเวฟจะไม่สามารถทะลุผ่านโลหะได้ อาจเกิดการสะท้อนกลับของคลื่น สปาร์คเป็นประกายไฟเล็ก หรืออาจทำให้ไฟลุกไหม้ในเตาไมโครเวฟได้
  3. หมั่นทำความสะอาดเตาไมโครเวฟหลังใช้อยู่เสมอ อย่าให้คราบอาหาร คราบน้ำมัน เกาะติดไมโครเวฟเป็นเวลานาน เพื่อสุขอนามัยที่ดีของเราเอง และเพื่อยืดอายุการใช้งานของเตาไมโครเวฟด้วย
  4. อาหารที่มีไขมัน ผิวมัน เปลือกแข็ง หรือมีน้ำเป็นส่วนประกอบในลักษณะปิด ไม่มีรูระบายอาการ เช่น ไข่แดง หรือกล่องอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง ควรเอาส้อมจิ้ม หรือเจาะรูระบายอากาศ หรือดปิดฝาแง้มๆ เอาไว้ด้วย เพราะความร้อนจะทำให้อากาศภายในดันตัวออกมา หากไม่มีรูระบายอากาศ อาจทำให้อาการระเบิดเสียงดังได้
  5. เลือกใช้เตาไมโครเวฟเฉพาะอย่างผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ มีตราสัญลักษณ์รับรองความปลอดภัย มีประกัน และควรอ่านคู่มือที่แนบมากับเตาไมโครเวฟก่อนใช้งาน

 

รีวิวคาเฟ่นั่งชิล หูกระจงคาเฟ่

หลายๆคนคงตามหาคาเฟ่บรรยากาศดีๆ นั่งชิลๆได้ โดยร้านที่เราจะมาพารู้จักกันในวันนี้คือร้าน หูกระจง คาเฟ่ เป็นร้านกาแฟในสวน ที่ได้เห็นแล้วต้องชวนกันไป มีเพื่อนชวนเพื่อน มีแฟนชวนแฟน ไปนั่งหาของอร่อยๆ กินกัน หามุมสงบเงียบให้สบายใจ หามุมต้นไม้มองสีเขียวๆ ให้สบายตากันที่นี่ได้เลยหูกระจง คาเฟ่ นั้นเป็นร้านกาแฟในสวนที่เปิดใหม่ในย่านยานนาวา ค่ะ ตัวร้านจะเป็นกลาสเฮ้าส์ เหมือนเราได้ไปเดินเล่นอยู่ในเรือนกระจกที่เต็มไปด้วยพืชผักสีเขียว

คอนเซ็ปต์ของที่นี่คือ อยากให้ทุกคนมีมุมพักผ่อน พักชาร์จแบท ได้มองต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวให้คลายเครียด หายเมื่อยล้ากันบ้าง ทำให้บรรยากาศรอบๆ ของร้านเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว ทั้งด้านในร้าน และด้านนอก แน่นอนว่า ต้นหูกระจง ที่เขาบอกว่า อย่าปลูกไว้ใกล้บ้านนั้น ตอนนี้กลายเป็นมุมหลบร้อน ผ่อนคลายของที่นี่ไปเรียบร้อยแล้วความโปร่งโล่งสบายของที่นี่เพราะความเป็นกระจกทำให้เราได้รับแสงจากธรรมชาติสาดส่องเข้ามาในร้าน แต่ก็ไม่ร้อนจนเกินไปเพราะมีร่มไม้ของต้นหูกระจงนั่นเอง

สำหรับเมนูของร้านนั้นจะเป็นเบเกอรี่โฮมเมดที่ทางร้านคิดค้น และทำด้วยสูตรของที่ร้านเอง ทำให้ขนมทุกชิ้นมีความอร่อยจานต่อจาน ชิ้นต่อชิ้น และหวานน้อย ไม่เลี่ยน เหมาะกับคนที่ชอบทานของหวานที่อร่อยไม่หวานเลี่ยน เพื่อนๆคนไหนที่เป็นสายคาเฟ่ไม่ควรพลาดร้านนี้เลยที่เดียว เพราะทั้งบรรยากาศสวย อาหารอร่อย ถ้าร้านดีแบบนี้ไม่ลองไม่ได้แล้ว!!

พิกัด หูกระจง คาเฟ่

45 ถนนยานนาวา เขตยานนาวา ยานนาวา กรุงเทพฯ

ร้านเปิดบริการ เวลา 09.00-20.00 น.

โทร.06-5145-6456

https://www.facebook.com/hookrajongcafe