Category: บทความทั่วไป

ข้อดีของการจดทะเบียนสมรส

การแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็ก ก่อนจะตกลงปลงใจแต่งงานกับใคร ก็ขอให้คิดให้ดีๆ และคิดให้รอบคอบ ว่าคนคนนี้คือคนที่จะเป็นคู่ทุกข์คู่ยากกันไป เพราะคงไม่มีใครที่อยากจะแต่งงานแล้วแต่งงานเล่าด้วยความตั้งใจ ที่สำคัญ อย่าลืมนึกถึงทะเบียนสมรสถ้าคุณอยากจะเป็นสามีหรือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ที่กฎหมายคุ้มครอง

แต่คู่แต่งงานบางคู่ตกลงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันโดยไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมายไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่มีงานฉลองมงคลสมรส และยิ่งไปกว่านั้น คือการอยู่กินฉันสามีภรรยาโดยที่ไม่มีทะเบียนสมรส ในความเป็นจริง ถ้าคุณไม่สะดวกจะจด ก็จะไม่จดก็ได้ แต่ถ้าจดไว้ มันจะเป็นหลักประกันในชีวิตคุณได้มากกว่า นี่คือ 5 ข้อที่คุณจะได้ ถ้าคุณมีทะเบียนสมรสอยู่ในมือ

  1. ยืนยันการสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายให้ความคุ้มครอง

ผู้ที่ตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันฉันสามีภรรยานั้น หากต้องการจะสมรสกัน ตามที่กฎหมายกำหนดจะต้องจดทะเบียนสมรส มีผลให้กฎหมายคุ้มครองการสมรสนั้น แต่ถ้าอยู่กินกันโดยไม่มีการจดทะเบียนสมรส กฎหมายจะถือว่าทั้งคู่ไม่เคยสมรสกันเลย ดังนั้น หากมีปัญหาเรื่องชู้สาว กฎหมายไม่ได้ดูว่าใครมาก่อนมาหลัง กฎหมายดูว่าใครเป็นคนถือทะเบียนสมรส เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่มีทะเบียนสมรสในมือก็เท่ากับผิดกฎหมาย หมายความว่าถ้าคุณไม่อยากตกเป็นน้อยทั้งทางกฎหมายและทางศีลธรรม กระดาษใบเดียวที่เรียกว่า “ทะเบียนสมรส” คุ้มครองคุณได้

  1. บุตรที่เกิดมาเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อคู่สมรสจดทะเบียนกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว หากมีบุตรด้วยกัน บุตรที่เกิดมาก็จะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายทันทีเช่นกัน แต่ถ้าหากสมรสคุณสมรสกันแค่เพียงการอยู่ด้วยกันแล้วมีบุตร โดยที่ไม่จดทะเบียนสมรส เมื่อมีบุตร บุตรจะเป็นบุตรนอกสมรส หรือบุตรนอกกฎหมาย ซึ่งจะเป็นกลายเป็นเด็กที่ชอบด้วยกฎหมายอย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อฝ่ายชายจดทะเบียนรับรองบุตร นั่นหมายความว่า หากช่วงที่บุตรเกิด แล้วพ่อแม่มีปัญหากันจนฝ่ายชายไม่จดทะเบียนรับรองบุตร อาจเกิดปัญหายุ่งยากตามมา

  1. สามีภรรยาต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน

การสมรส คือการที่คน 2 คนใช้ชีวิตในฐานะ “คู่ชีวิต” นั่นหมายความว่าคุณทั้งคู่เลือกแล้วว่า (อาจ) จะอยู่กันไปตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายจากไป หรือจดกว่าจะมีการจดทะเบียนหย่า ถึงจะสิ้นสุดสถานภาพสมรส เพราะฉะนั้น ในระหว่างนี้ คุณทั้ง 2 ก็มีหน้าที่ในฐานะสามีภรรยา จะต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหนึ่งหาเลี้ยงอีกฝ่าย หรือช่วยกันหาเลี้ยง ซึ่งถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดเงื่อนไข อีกฝ่ายอาจยื่นฟ้องร้องได้เช่นกัน และอาจต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกันต่อไป

  1. ฟ้องเรียกค่าเสียหายกรณีมีชู้ได้

ย้ำอีกครั้งว่าตามกฎหมาย บุคคลที่อยู่ในสถานะ “ชู้” ไม่ใช่คนที่มาทีหลัง แต่ชู้คือคนที่ไม่ได้มีทะเบียนสมรส และในกรณีที่อีกฝ่ายมีทะเบียนสมรสอยู่ก็จะสมรสซ้อนไม่ได้ เป็นเรื่องผิดกฎหมายฐานแจ้งความเท็จ ถ้าฝ่าฝืนทะเบียนสมรสใบใหม่จะเป็นโมฆะ ไม่มีผลตามกฎหมายทั้งสิ้น นั่นหมายความว่า เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดเงื่อนไขการสมรส คือ ทอดทิ้งไม่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน (แถมมีชู้) อีกฝ่ายมีสิทธิ์จะฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงดู ค่าเสียหายได้ และคุณคือผู้ที่อยู่เหนือกว่าทางสังคม

  1. มีสิทธิ์รับมรดกหากคู่สมรสเสียชีวิต

หากเป็นสินสมรส จะเป็นสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นมาระหว่างที่สามีภรรยาใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ในกรณีที่ความรักไปต่อไม่ได้ แล้วลงเอยด้วยการจดทะเบียนหย่า สินสมรสจะถูกแบ่งครึ่ง แต่ในกรณีที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียชีวิต โดยที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ว่าประสงค์จะมอบมรดกให้ใครเป็นพิเศษ มรดกจะตกสู่ทายาทโดยธรรม ซึ่งทายาทลำดับที่หนึ่งได้แก่ผู้สืบสันดาน แต่ถ้าผู้เสียชีวิตมีคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย คู่สมรสตามกฎหมายมีสิทธิ์จะได้รับมรดกนั้น ลำดับเดียวกันกับผู้สืบสันดาน และจะได้รับส่วนแบ่งทางมรดกเท่ากับผู้สืบสันดาน

 

ทำงานบ้าน เผาผลาญพลังงานได้

วันนี้เรามีอีกหนึ่งข้อดีของการทำความสะอาดบ้านมาฝาก เพราะนอกจากบ้านที่สะอาดขึ้นแล้ว การ ทำงานบ้านช่วยลดแคลอรี่ ได้ด้วย แต่งานบ้านแบบไหนช่วยเผาผลาญพลังงานได้เท่าไร

ทำงานบ้านช่วยเผาผลาญพลังงานได้อย่างไร

ไม่มีเวลาไปเข้าฟิตเนส ไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนสาธารณะก็ไม่ทัน ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะแค่ทำความสะอาดบ้านอยู่ที่บ้าน ก็ช่วยเผาผลาญพลังงานได้เหมือนกับการไปออกกำลังกายข้างนอกเลย เพราะการทำงานบ้าน จัดว่าเป็นกิจกรรมจำพวก เทอร์โมจีนีซิส หรือ NEAT หรือในความหมายที่หมายถึง เป็นกิจกรรมที่ไม่ใช่การออกกำลังกาย แต่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตความร้อน เกิดพลังงานและมีการเผาผลาญ ซึ่งสำหรับผู้ที่ไม่ชอบการออกกำลังกาย การใช้กิจกรรมเช่นนี้เพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญและสร้างพลังงานแก่ร่างกายก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี ซึ่งแน่นอนว่า การทำความสะอาดบ้าน เป็นหนึ่งในกิจกรรมดังกล่าว โดยการทำความสะอาดบ้าน อาจช่วยเผาผลาญพลังงานได้สูงถึง 150-200 แคลอรี่ ต่อการทำงานบ้าน 30 นาที

งานบ้านแบบไหนบ้างที่ช่วยเผาผลาญพลังงาน

งานบ้านที่ต้องทำให้สะอาดเรียบร้อยนั้น เรียกได้ว่ามีมากจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน เพราะมีเนื้องานที่ต้องรับผิดชอบทำความสะอาดเต็มไปหมด แต่งานบ้านที่มีส่วนในการเผาผลาญพลังงานที่เห็นผลมากนั้น มีดังนี้

งานบ้านที่เผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 2 แคลอรี่ต่อนาที ได้แก่

  • การจัดเตียงนอน

คาดไม่ถึงเลยสิว่าแค่การจัดและทำความสะอาดเตียงนอนนั้น จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ การเปลี่ยนปลอกหมอน ขึงผ้าปูเตียง ล้วนแล้วแต่ใช้กล้ามเนื้อทั้งแขนและขา การวุ่นอยู่กับการทำความสะอาดและจัดเตียงนอน 30 นาที ช่วยลดแคลอรี่ได้มากถึง 187 แคลอรี่เลยทีเดียว

งานบ้านที่เผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 4 แคลอรี่ต่อนาที ได้แก่

  • ดูดฝุ่น หรือถูพื้น

โดยสามารถเพิ่มการเผาผลาญได้ด้วยการขยับแขนและขาบ่อยๆ ไม่ยืนถูอยู่กับที่ ซึ่งการดูดฝุ่นหรือถูบ้าน 30 นาที อาจช่วยเผาผลาญพลังงานได้ 99-120 แคลอรี่

  • การเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ

การทำความสะอาดประเภทนี้บางครั้งอาจจำเป็นต้องมีการเขย่ง ซึ่งจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อทั้งขาและแขน โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่อง หรืออาจจำเป็นต้องมีการทำความสะอาดในพื้นที่ที่ต้องมีการก้ม การยืดแขน ก็เสมือนว่าการทำงานบ้านประเภทนี้ เป็นการทำโยคะไปในตัว

งานบ้านที่เผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 6 แคลอรี่ต่อนาที ได้แก่

  • การทำงานบ้านที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายวัตถุ

นอกจากทำความสะอาดแล้ว ก็ยังต้องมีการยกเก็บเข้าตู้หรือชั้นเก็บของ การยกสิ่งของไปมานี้ ก็จะเป็นการบริหารกล้ามเนื้อไปในตัว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อแขนและไหล่ โดยหากเสียเวลากับการย้ายข้าวของพวกนี้ 30 นาที อาจช่วยเผาผลาญพลังงานได้ 105 แคลอรี่

นอกจากงานบ้านเล็กๆ แล้ว งานบ้านที่ต้องใช้แรงมากๆ ดังต่อไปนี้ ก็ช่วยเผาผลาญพลังงานได้เช่นกัน

  • การกวาด-เก็บใบไม้แห้ง

เป็นที่แน่นอนว่าต้องใช้ทั้งกำลังแขนและขา ยิ่งสวนหรือบริเวณที่มีใบไม้แห้งร่วงหล่นกว้างมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องเสียแรงและเวลาในการทำความสะอาดมากเท่านั้น การเก็บกวาดใบไม้แห้ง 30 นาที สามารถเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 120 แคลอรี่

  • กำจัดวัชพืช

บางคนมีสวนสวยงาม แต่เพราะห่างหายจากการดูแลก็เลยอาจทำให้มีต้นหญ้าหรือวัชพืชขึ้นมาแย่งความงดงามของไม้ดอกไม้ประดับที่ปลูกไว้ ซึ่งการตัดหญ้า การถอนวัชพืช 30 นาที ช่วยในการเผาผลาญพลังงานมากถึง 139 แคลอรี่

  • การล้างรถ

เตรียมน้ำและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้พร้อม รถคันโก้ที่ขับอยู่ทุกวัน ได้เวลาจัดการทำความสะอาดเสียที โดยการทั้งขัด ทั้งถู เพื่อให้รถสะอาดนี้ ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ 135 แคลอรี่ ต่อ 30 นาที

  • ล้างจาน

ยิ่งจานชามและอุปกรณ์ที่ต้องทำความสะอาดมีเยอะ ก็ยิ่งต้องใช้เวลาและช่วยเผาผลาญได้มากขึ้นไปด้วย โดยถ้าหากอุปกรณ์ในครัวเรือนมีปริมาณมาก ต้องใช้เวลาตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไปในการทำความสะอาด ก็จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ 187 แคลอรี่ ต่อการล้างจาน 30 นาที

ยังคงมีงานทำความสะอาดบ้านอื่นๆ อีกที่ไม่ได้นำมารวบรวมไว้ในบทความนี้ แต่ทุกการเคลื่อนไหวในการทำความสะอาดบ้าน ล้วนแล้วแต่ต้องออกแรงกล้ามเนื้อทั้งนั้น ยิ่งออกแรงมาก ก็ยิ่งช่วยในการเผาผลาญมาก เคล็ดลับอีกข้อก็คือ หากอยากให้งานบ้านสนุกและเคลื่อนไหวได้มากขึ้น อาจมีการเปิดเพลงประกอบการทำงานบ้าน โยกย้ายร่างกายตามจังหวะเสียงเพลงด้วย เพื่อไม่ให้งานทำความสะอาดในส่วนที่ต้องยืนเฉยๆ ไม่ได้เกิดออกแรง เพียงเท่านี้ ก็ได้ทั้งความสะอาด ความสนุก และที่สำคัญได้เผาผลาญพลังงานอีกด้วย

 

ทำไมถึงขับถ่ายบ่อย กว่าปกติ

ทำไมบางคนหลังจากกินอาหารได้ไม่นาน จะมีอาการอยากขับถ่ายทันที หรือบางคนก็ขับถ่ายง่ายเกินไป มีสาเหตุมาจากอะไร แล้วเสี่ยงเป็นโรคอะไรหรือไม่ วันนี้เรารวบรวมข้อมูลมาฝากกัน ซึ่งคนที่กินปุ๊บถ่ายปั๊บ อาจเกิดอาการไวต่ออาหารบางชนิด เช่น น้ำส้มสายชู กาแฟ ของเผ็ด ของมัน หรือผลไม้บางชนิด ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เมื่ออาหารดังกล่าวตกถึงกระเพาะ ก็จะกระตุ้นให้เกิดกระแสประสาทวิ่งตรงไปลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการปวดท้องและอยากจะขับถ่ายทันที

นอกจากนี้ ก็ยังมีความเสี่ยงจะเป็นโรคลำไส้แปรปรวนด้วยเช่นกัน ซึ่งในผู้ที่ป่วยลำไส้แปรปรวนจะมีอาการไม่สบายท้อง แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในท้องมาก ปวดท้องมากหลังรับประทานอาหาร และอาการจะดีขึ้นหลังการขับถ่าย ท้องผูก ท้องเสีย ท้องผูกสลับกับท้องเสีย อุจจาระแข็งหรือนิ่มกว่าปกติ อุจจาระไม่สุด อุจจาระมีเมือกใสหรือสีขาวปนออกมา อั้นอุจจาระไม่อยู่ หรืออาจพบอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หมดแรง ปวดหลัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรืออาจรู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศขณะมีเพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยที่เป็นเพศหญิง เป็นต้น

โดยโรคลำไส้แปรปรวนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารเอง หรือจากปัจจัยภายนอก เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ความผิดปกติของชนิดแบคทีเรีย หรือปริมาณแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร และอาจเกิดจากการรับประทานอาหารบางชนิดในปริมาณมากๆ ก็อาจทำให้เกิดลำไส้แปรปรวนได้ รวมถึงภาวะเครียดก็อาจเป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการลำไส้แปรปรวนมากขึ้น

การดูแลรักษาเบื้องต้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มันจัด เช่น หนังเป็ด หนังไก่ นม ครีม เนย น้ำนมในปริมาณมาก ควรรับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะ และผสมผสานหลายๆ หมู่อาหาร เลี่ยงการรับประทานอาหารในปริมาณมากๆ เพราะจะกระตุ้นให้มีอาการปวดท้องและท้องเสียได้ง่าย

อาหารที่มีกากหรือเส้นใยจะช่วยให้ลำไส้บีบตัวได้ดี ซึ่งกากหรือเส้นใยยังช่วยดูดน้ำไว้ในอุจจาระ ทำให้อุจจาระไม่แข็งและถ่ายได้ง่ายขึ้น แต่ควรกินทีละน้อยแต่กินให้บ่อยขึ้น ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด กาแฟ ของดอง น้ำอัดลมและยาบางชนิด ซึ่งจะทำให้มีอาการมากขึ้นด้วย ภาวะเครียดก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้มีการเกร็งตัวของลำไส้เพิ่มขึ้น จึงควรผ่อนคลายทำจิตใจให้สบาย พักผ่อนทั้งร่างกายให้เพียงพอ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนี้อีกส่วนหนึ่ง

ในการรักษาทำได้โดยบรรเทาอาการของโรคลำไส้แปรปรวน เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติมากที่สุด ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง รักษาได้โดยจัดการกับปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค เช่น ความเครียด การรับประทานอาหาร การใช้ชีวิต ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจจะต้องใช้ยาในการรักษา และแนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาการของลำไส้แปรปรวนอาจเป็นอาการเบื้องต้น ที่พบได้ในโรคร้ายแรงหลายโรค เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง มะเร็งทางเดินอาหาร ซึ่งแพทย์จะพิจารณาสืบค้นเพิ่มเติม ตามข้อบ่งชี้ต่อไป

เหตุผลที่เป็นไปได้ว่าทำไมคุณถึงถ่ายบ่อยกว่าปกติ

  1. ทานผักหรือผลไม้มากเป็นพิเศษ
  2. ติดเชื้อ การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย สามารถทำให้คุณถ่ายอุจจาระมากกว่าปกติ และทำให้ท้องเสียได้
  3. ออกกำลังกายมากขึ้น การออกกำลังกายจะไปเพิ่มการบีบตัวของกล้ามเนื้อในลำไส้ใหญ่ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแพทย์มักแนะนำให้คนที่ท้องผูกออกกำลังกายมากขึ้น
  4. ลำไส้แปรปรวน เป็นโรคที่พบได้ทั่วไป ซึ่งผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บท้อง มีก๊าซ ปวดท้องเกร็ง และอาจขับถ่ายบ่อยครั้ง ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนมากจะรู้สึกปวดที่ช่องท้องในทันที และจะปวดท้องเกร็งร่วมกับมีอาการท้องผูกหรือท้องเสีย
  5. ความเครียด มีส่วนที่ส่งผลต่อบางระบบในร่างกาย ซึ่งมีบางคนพบว่าความเครียด เป็นตัวการที่ทำให้ถ่ายมากขึ้น นอกจากนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่พบว่า ตัวเองถ่ายอุจจาระเหลวกว่าเดิมเมื่อรู้สึกเครียด
  6. ใกล้มีประจำเดือน ผู้หญิงหลายคนที่อยู่ในช่วงใกล้มีประจำเดือนมักพบว่าตัวเองถ่ายเหลวหรือถ่ายบ่อยกว่าปกติ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ปกติ เพราะเกิดจากความผันผวนของฮอร์โมนในช่วงรอบเดือนนั่นเอง

 

วิธีกำจัดราบนเสื้อผ้า 

เสื้อผ้าขึ้นรา แก้ได้ไม่ยาก มาดูวิธีกำจัดเชื้อราบนเสื้อผ้า พร้อมบอกลาเสื้อเก่าสุดโทรมเพราะรอยจุดดำๆ ให้เสื้อตัวโปรดกลับมาสะอาดน่าใส่อีกครั้ง

เซ็งสุดๆ เมื่อกำลังจะใส่เสื้อตัวโปรด แต่เจอจุดดำๆ เล็กๆ กระจายเต็มไปหมด เพราะตู้เสื้อผ้าชื้นหรือเผลอกองเสื้อผ้าเปียกเหงื่อทิ้งไว้หลายวัน จนมีเชื้อราเกาะเสื้อผ้าของเรา  อย่าเพิ่งโยนทิ้งนะคะ เพราะวันนี้เรามีวิธีกำจัดเชื้อราบนเสื้อผ้าแบบง่ายๆ มาฝาก รับรองว่าซักสะอาดหมดจด ไม่เหลือร่องรอยให้หงุดหงิดใจแน่นอน แต่จะมีวิธีใดที่สามารถใช้ของในบ้านของเราทำได้บ้าง ก็ตามไปดูกันเลย

  1. นมเปรี้ยว

เนื่องจากนมเปรี้ยวมีความเป็นกรด ที่สามารถช่วยกำจัดเชื้อราบนเสื้อผ้าได้ ซึ่งวิธีการก็ไม่ยาก แค่ถูนมเปรี้ยวลงบนคราบ แล้วทิ้งไว้ 1 คืน หรือเอาไปตากแดดจนเสื้อผ้าแห้งสนิท  เสร็จแล้วค่อยนำกลับมาซัก เจ้าเชื้อราก็จะยอมแพ้และยอมหลุดออกจากเสื้อผ้าของเราแบบง่ายๆ แน่นอน

  1. น้ำร้อน

น้ำร้อนเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยกำจัดเชื้อราบนเสื้อผ้าได้แบบง่ายๆ เพียงแค่เรานำเสื้อผ้าที่มีเชื้อราไปซักในน้ำร้อน เสร็จแล้วก็นำไปตากให้แห้ง แต่มีข้อแม้คือไม่ควรซักรวมกับเสื้อผ้าตัวอื่น ๆ เด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อรายิ่งแพร่กระจายไปสู่เสื้อผ้าตัวอื่นนั่นเอง

          3.ด่างทับทิม

นอกจากใช้ล้างผักเพื่อกำจัดสารเคมีตกค้างได้แล้ว ยังใช้ซักราบนเสื้อผ้าได้ด้วย โดยใช้ตักด่างทับทิมแค่ปลายช้อนชาไปละลายในน้ำ เสร็จแล้วก็นำเสื้อผ้าที่ขึ้นรามาแช่ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หรือเห็นว่าคราบจางลง หลังจากนั้นก็นำไปซักแบบปกติก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

  1. น้ำมะนาว

น้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรดเช่นเดียวกับนมเปรี้ยว วิธีการซักก็คล้ายๆ กันเลย โดยเทน้ำมะนาวลงบนคราบ ทิ้งไว้สักพัก จากนั้นก็นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วค่อยเอากลับมาซักด้วยผงซักฟอกอีกครั้ง

  1. น้ำส้มสายชู

นอกจากจะกำจัดเชื้อราได้แล้ว ยังซักกลิ่นเหม็นอับออกได้ด้วย ซึ่งขั้นตอนนั้นก็เริ่มจากผสมน้ำส้มสายชู ประมาณ 1-2 ถ้วยตวง เข้ากับน้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอก เสร็จแล้วก็นำไปซักและตากให้แห้ง แต่ถ้าหากคราบราฝังแน่นเป็นวงกว้าง แนะนำให้แช่ผ้าทิ้งไว้ในน้ำส้มสายชูอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ก่อนซัก

  1. เบกกิ้งโซดา

หากพูดถึงตัวช่วยทำความสะอาด จะขาดเบกกิ้งโซดาไปไม่ได้ โดยก่อนจะลงมือซัก อย่าลืมแยกผ้าขาวออกจากผ้าสีซะก่อน หลังจากนั้นก็ใส่ผงซักฟอกพร้อมเบกกิ้งโซดาใช้ประมาณ ½ ช้อนโต๊ะ ลงในเครื่องซักผ้าแล้วซักด้วยน้ำร้อน เท่านี้ก็ไม่รอยเชื้อรากวนใจแล้วล่ะ

  1. น้ำยาฟอกขาว

นอกจากจะทำให้เสื้อผ้าขาวสดใสเหมือนใหม่แล้ว น้ำยาฟอกขาวยังช่วยกำจัดราบนเสื้อผ้าได้อีกด้วย โดยซักด้วยน้ำยาฟอกขาวผสมกับน้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอก แต่สำหรับเสื้อผ้าที่มีราขึ้นเยอะ แนะนำให้แช่ผ้าในน้ำยาฟอกขาวผสมน้ำเปล่าก่อน ในอัตราส่วนน้ำยาฟอกขาว ½ ถ้วยตวง ต่อน้ำ 1 แกลลอน แล้วค่อยนำเสื้อผ้าไปซัก

  1. ผงบอแรกซ์

ตัวช่วยชนิดนี้เกำจัดเชื้อราได้ดีมาก เริ่มจากใส่ผงบอแรกซ์ ½ ถ้วยตวง ผสมกับน้ำร้อน แล้วคนจนผงบอแรกซ์ละลาย แล้วเทส่วนผสมที่ได้ลงไปในถังซักผ้า จากนั้นก็ซักตามปกติ นำไปผึ่งแดดให้แห้ง รับรองว่าเชื้อราหายไปในพริบตาเลย

  1. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์

สำหรับบ้านใครที่มีไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) เหลืออยู่ ให้แบ่งมาใส่ในขวดสเปรย์แล้วฉีดลงไปบนเสื้อตรงที่เชื้อราให้ชุ่ม แต่ถ้าหากมีเชื้อราหลายจุด ควรจะแช่ลงไปทั้งตัว ยิ่งแช่นานก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขจัดคราบนะคะ

  1. เกลือ

วิธีนี้แนะนำให้ใช้คู่กับน้ำมะนาวก็จะได้ผลดียิ่งขึ้น โดยผสมเทเกลือผสมกับน้ำมะนาว แล้วป้ายลงบนคราบให้ทั่ว ทิ้งไว้อย่างน้อย 15-20 นาที ขยี้เบาๆ ก่อนนำไปซัก เพื่อให้คราบออกง่ายขึ้น

 

 

 

ผลเสียของการนอนน้อย

สาวกเหล่าบุคคลกลางคืนทั้งหลาย คงจะชล่าใจไม่รู้ว่าภัยเงียบที่มากับการนอนน้อยว่าเสี่ยงต่ออะไรบ้างวันนี้เราจะพาไปดูกันว่า ผลเสียของการนอนน้อยเป็นเช่นไร เนื่องจากพฤติกรรมการชีวิตของคนในยุคปัจจุบันที่ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ติดการเล่นโซเซี่ยลมีเดีย ดูซีรีย์จนดึกดื่น ทุ่มเทให้กับการทำงานจนเหลือเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวันในการนอน หรือความเครียดต่าง ๆ ที่มาทำให้นอนไม่ค่อยหลับ หลับไม่สนิท หลับๆ ตื่นๆ ตื่นเช้ามาก็ยังงัวเงียไม่สดชื่น แต่การนอนเป็นกิจวัตรประจำวันที่มีความสำคัญต่อร่างกายของเราทั้งด้านร่างกายและอารมณ์อย่างมาก

น้ำหนักเพิ่ม
การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอมีความเกี่ยวข้องกับความหิวและการเจริญอาหารที่นำไปสู่ความอ้วนในที่สุด เพราะการนอนน้อยจะลดระดับของฮอร์โมนเลปตินที่มีหน้าที่ควบคุมความอิ่มและเพิ่มระดับของฮอร์โมนเกรลินที่ทำให้เรารู้สึกเจริญอาหาร การนอนน้อยยังกระตุ้นให้ความอยากอาหารที่มีไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตสูง ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่าย ๆ อีกด้วย

สุขภาพผิวแย่
คนจำนวนไม่น้อยมากประสบปัญหาผิวเหลืองและมีถุงใต้ตาหลังจากนอนน้อยไม่กี่คืน แต่หากปล่อยไว้ในระยะยาวจะส่งผลให้ผิวพรรณขาดความเปล่งปลั่งสดใส เกิดริ้วร้อยตื้น รอบดวงตาคล้ำดำ เพราะเมื่อเรานอนหลับไม่เพียงพอ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลมากขึ้น โดยระดับจำนวนคอร์ติซอลที่มากเกินไปจะทำลายคอลลาเจนที่ผิวหนัง ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้ผิวหนังยืดหยุ่น เรียบเนียน

ความจำแย่ลง
ถ้าอยากมีความจำที่ดีต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหลายๆ งานวิจัยพบว่าการนอนหลับส่งผลกระทบต่อความจำและการเรียนรู้ โดยอาจทำให้ความสามารถในการใช้เหตุผล การแก้ปัญหา และสมาธิในการทำงานหรือการเรียนหนังสือลดประสิทธิภาพลง

ความต้องการทางเพศลดลง
การนอนหลับที่ไม่เพียงพอจะทำให้ความต้องการและความสนใจในเรื่องเพศลดลง ไม่มีเรี่ยวแรง ง่วงนอน และเกิดความตึงเครียด โดยงานวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism ระบุว่าผู้ชายส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนมักจะมีระดับฮอร์โมนเพศชายหรือเทสโทสเตอโรนที่ต่ำ นอกนี้การนอนหลับที่ผิดปกติยังส่งให้ต่อฮอร์โมนสืบพันธุ์ ซึ่งอาจทำให้ส่งผลต่อการมีบุตรอีกด้วย

เกิดอาการซึมเศร้า
การนอนน้อยส่งผลให้รู้สึกหงุดหงิด โกรธง่าย หรืออารมณ์เสียในวันถัดไป แต่หากนอนน้อยสะสมเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจนำไปสู่ความผิดปกติทางด้านอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล การนอนน้อยเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้มากในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยพวกเขามักจะนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน

ภูมิต้านทานอ่อนแอ
หากรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้หวัด คำแนะนำที่มักได้ยินบ่อยคือการ นอนหลับพักผ่อนเยอะ ๆ เพราะการนอนน้อยในระยะยาวจะรบกวนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งทำให้ความสามารถในการป้องกันและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ น้อยลง เพราะระหว่างที่นอนหลับ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะหลั่งโปรตีนที่ชื่อว่าไซโตไคน์ (Cytokines) โดยร่างกายของเราจะต้องการไซโตไคน์มากขึ้น เมื่อมีการติดเชื้อ อักเสบ หรืออยู่ในภาวะตึงเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้การผลิตไซโตไคน์ลดลง ดังนั้นเราจึงต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อต่อสู้กับโรคต่างๆ

คลื่นไมโครเวฟ อันตรายต่อสุขภาพหรือไม่?

คลื่นไมโครเวฟ คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เหมือนคลื่นวิทยุ คลื่นทีวี คลื่นแสงอินฟาเรด แสงอัลตร้าไวโอเล็ต และอีกหลายๆ คลื่นแหละค่ะ หลักการทำงานของมันคือ คลื่นไมโครเวฟจะพุ่งเข้าไปกระทบอาหาร ถ่ายทอดพลังงานให้โมเลกุลของน้ำทั้งใน และนอกอาหาร  จนเกิดการสั่นสะเทือน และเสียดสีกันจนเป็นความร้อน จนทำให้อาหารสุก 

แสงสีส้มในเตาไมโครเวฟ เป็นอันตรายหรือไม่?

ไม่เป็นอันตรายใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ เพราะคลื่นไมโครเวฟจะไม่สามารถทะลุผ่านฝาตู้ออกมาภายนอกได้เลย เพราะมีแรงทะลุทะลวงต่ำกว่าแสงอินฟาเรด แสงธรรมดา รวมไปถึงรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต รังสีเอ๊กซ์ หรือรังสีแกมมาเสียอีก

ทานอาหารที่ผ่านคลื่นไมโครเวฟบ่อยๆ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่?

คลื่นไมโครเวฟจะพุ่งผ่านอาหารที่เราใส่เข้าไปในเตา เพื่อทำให้เกิดการสั่นสะเทือน จนเกิดเป็นความร้อนที่ทำให้อาหารสุก แต่ตัวคลื่นไมโครเวฟเอง เมื่อถ่ายทอดพลังงานให้กับอาหารแล้ว ตัวมันเองก็จะสลายหายไป ไม่เหลือตกค้างไว้ในอาหาร ภาชนะ หรือในสิ่งใดทั้งสิ้น ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ปรุงสุก หรืออุ่นจากไมโครเวฟบ่อยๆ ไมได้ทำให้ร่างกายได้รับอันตรายแต่อย่างใด

อันตรายที่มากับเตาไมโครเวฟ

แม้ว่าไมโครเวฟจะปลอดภัยในการใช้งานอย่างมาก แต่จะเป็นอันตรายกับเราทันที ถ้าเตาไมโครเวฟอยู่ในสภาพชำรุด เช่น ฝาตู้ปิดได้ไม่สนิท มีรอยรั่ว เพราะอาจทำให้คลื่นไมโครเวฟรั่วไหลออกมาภายนอกได้

นอกจากนี้ หากปล่อยให้ไมโครเวฟสกปรกจากการอุ่นอาหารนานๆ ไม่ยอมทำความสะอาด ความเค็มของอาหารจะทำให้เตาไมโครเวฟเกิดคราบสนิม จนอาจเกิดเป็นรอยทะลุ และคลื่นไมโครเวฟรั่วได้เช่นกัน

 ใช้เตาไมโครเวฟอย่างไร ให้ถูกวิธี

  1. เลือกภาชนะที่ปลอดภัยในการใช้กับเตาไมโครเวฟเท่านั้น เช่น จานชามกระเบื้อง ภาชนะทนไฟ พลาสติกทนความร้อน และภาชนะที่ทำจากไม้ หรือกระดาษ ข้อสังเกตอักจุดหนึ่งคือ เลือกซื้อภาชนะที่ฉลากบอกไว้ว่า ใช้ร่วมกับเตาไมโครเวฟได้
  2. ห้ามใช้ภาชนะ จานชาม ที่ทำจากโลหะ หรือมีส่วนผสมของโลหะ ภาชนะกระเบื้องที่มีขอบเงินขอบทอง รวมไปถึงฟอยล์ห่ออาหารสีเงิน กับเตาไมโครเวฟเป็นอันขาด เพราะคลื่นไมโครเวฟจะไม่สามารถทะลุผ่านโลหะได้ อาจเกิดการสะท้อนกลับของคลื่น สปาร์คเป็นประกายไฟเล็ก หรืออาจทำให้ไฟลุกไหม้ในเตาไมโครเวฟได้
  3. หมั่นทำความสะอาดเตาไมโครเวฟหลังใช้อยู่เสมอ อย่าให้คราบอาหาร คราบน้ำมัน เกาะติดไมโครเวฟเป็นเวลานาน เพื่อสุขอนามัยที่ดีของเราเอง และเพื่อยืดอายุการใช้งานของเตาไมโครเวฟด้วย
  4. อาหารที่มีไขมัน ผิวมัน เปลือกแข็ง หรือมีน้ำเป็นส่วนประกอบในลักษณะปิด ไม่มีรูระบายอาการ เช่น ไข่แดง หรือกล่องอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง ควรเอาส้อมจิ้ม หรือเจาะรูระบายอากาศ หรือดปิดฝาแง้มๆ เอาไว้ด้วย เพราะความร้อนจะทำให้อากาศภายในดันตัวออกมา หากไม่มีรูระบายอากาศ อาจทำให้อาการระเบิดเสียงดังได้
  5. เลือกใช้เตาไมโครเวฟเฉพาะอย่างผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ มีตราสัญลักษณ์รับรองความปลอดภัย มีประกัน และควรอ่านคู่มือที่แนบมากับเตาไมโครเวฟก่อนใช้งาน

 

โรคเสพติดเซ็กส์

 

เซ็กส์จะเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แต่การมีเซ็กส์มากเกินไป ก็อาจกลายเป็น โรคเสพติดเซ็กส์ ได้ แล้วรสนิยมเรื่องเซ็กส์แบบที่เราเป็นอยู่จะใช่โรคนี้หรือไม่ ต้องมีเซ็กส์บ่อยหรือระดับในความต้องการทางเพศมากน้อยแค่ไหน ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นโรคเสพติดเซ็กส์ มาหาคำตอบไปพร้อมกัน

แบบไหนที่เรียกได้ว่าเป็น โรคเสพติดเซ็กส์

โรคเสพติดเซ็กส์ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Sex addiction สามารถพบได้ทุกเพศ และที่บอกว่าเป็นโรค เพราะว่าโรคนี้ไม่ใช่ภาวะความต้องการทางเพศสูงธรรมดาอย่างเดียว การที่แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้ได้ คือ ต้องมีความต้องการทางเพศสูงระดับที่ว่า วันๆ หนึ่งหมกมุ่นเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ ช่วยตัวเอง หรือดูสื่อภาพ วิดีโอต่างๆ ที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศแบบทั้งวัน มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การทำงานต่างๆ แล้วมีความถี่ ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งในคนปกตินั้นเมื่อตอบสนองความต้องการทางเพศของตนเองแล้ว ส่วนใหญ่จะทำประมาณ 1-2 ครั้งก็จะเริ่มพอใจ แต่โรคนี้ผู้ป่วยจะมีความต้องการตลอดทั้งวันจนกระทบต่องานหรือการใช้ชีวิตปกติ

สาเหตุของโรคเสพติดเซ็กส์ 

โรคเสพติดเซ็กซ์นี้มักจะเกิดในกลุ่มเสี่ยงของคนที่ประสบกับความทุกข์ ความล้มเหลวในชีวิต อารมณ์ซึมเศร้า คนที่ไม่สามารถหาความสุขจากแง่มุมด้านอื่นๆ ของชีวิตได้ หรือไม่สามารถหาความผ่อนคลายระบายความทุกข์จากสิ่งรอบๆ ตัวพวกเขาได้ ยกตัวอย่างเช่นดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬา (ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน)

แต่พวกเขาใช้เซ็กส์ หรือการช่วยตัวเองเพื่อผ่อนคลายความทุกข์ ความเครียดให้ลืมสิ่งร้ายๆ ที่เกิดขึ้นไป ซึ่งเมื่อทำไปนานๆ เข้าสมองจะเริ่มเรียนรู้ว่าถ้าเรามีเซ็กส์ หรือช่วยตัวเองอย่างนี้จะทำให้หายเครียด หายทุกข์ หลังจากนั้นเมื่อกระตุ้นบ่อยนานวันเข้า ก็จะเริ่มรุนแรงมากขึ้นควบคุมไม่ได้

การเข้าถึงวิดีโอโป๊เปลือยที่ง่ายขึ้นในโลกออนไลน์ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ง่ายขึ้น แต่นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น ความผิดปกติทางฮอร์โมนที่ทำให้เสพติดเซ็กส์ได้

โรคเสพติดเซ็กส์รักษาได้

สำหรับแนวทางการรักษาหลักๆ คือ การค้นหาสาเหตุทางจิตใจแล้วรักษาด้วยวิธีจิตบำบัด เช่น เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นแล้ว อาจจะจัดการความทุกข์ด้วยวิธีระบายให้ฟัง เหมือนฝึกให้ระบายจัดการกับอารมณ์ในทางที่ถูกต้อง บางครั้งอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเลย เพราะว่าโรคเสพติดเซ็กส์ ก็คล้ายๆ กับโรคติดการพนัน ติดยาเสพติด ติดเกมส์ คือต้องแยกผู้ป่วยออกจากสภาวะแวดล้อมที่จะกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ เมื่อแยกออกมาจากสภาวะแวดล้อมนั้นออกมาได้แล้ว ความต้องการก็จะค่อยๆ ลดลง ต้องใช้เวลารักษานาน ส่วนมากจะใช้เวลาเป็นเดือน และซึ่งยารักษาโรคซึมเศร้าบางตัวที่สามารถช่วยได้รักษาได้

 

กินคลอลาเจนให้ได้ผล

 คอลลาเจน มีรูปลักษณะเป็นอาหารเสริม ทั้งยังมีความเชื่อหลายอย่างเกี่ยวกับคอลลาเจนที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง เพราะคำโฆษณาของผลิตภัณฑ์ความงามที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด เช่น คอลลาเจน สามารถทำให้ผิวขาวขึ้นได้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ

คอลลาเจน คืออะไร

               คอลลาเจน คือเส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่ง เป็นองค์ประกอบหลักของผิวหนัง ขน และเส้นผม ช่วยทำให้ผิวหนังคงความเต่งตึง ยืดหยุ่นเรียบเนียน กระชับ อีกทั้งยังเป็นองค์ประกอบของกระดูกกระดูกอ่อน จึงมีการนำคอลลาเจนไปใช้ในคนไข้โรคข้อเข่าเสื่อม คนที่มีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกเปราะ เป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้และได้รับจากอาหารหลายประเภทแต่ในคนที่มีอายุมากขึ้นโดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ขึ้นไปพบว่าการสังเคราะห์คอลลาเจนจะลดลงหรือในผู้ที่มีปัจจัยบางอย่างทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายได้ง่าย เช่นผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ที่มีความเครียด ผู้ที่สูบบุหรี่ เป็นต้นจึงได้รับคอลลาเจนที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย เหี่ยวย่น ไม่เรียบเนียนและเกิดริ้วรอยได้

อะไรทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนไม่เพียงพอ

  • วัยสูงอายุ
    รังสี UV จากแสงแดด
    ความเครียด
    พักผ่อนไม่เพียงพอ
    สูบบุหรี่
    รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่
    ร่างกายเมื่อขาดคอลลาเจน
    ทำให้เกิดริ้วรอยบนผิวหนัง
    ผิวหนังเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย
    กระดูกอ่อนเสื่อมสภาพ
    โรคข้อเสื่อม

เราพบคอลลาเจนได้จากที่ไหนบ้าง

ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง คลินิกเสริมความงาม  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม  ด้านการแพทย์

คอลลาเจน หาได้จากที่ไหนบ้าง

ร่างกายสามารถสร้างได้เองได้รับจากอาหารทั่วไป จำพวกเนื้อสัตว์ ผักผลไม้บางชนิดปลาทะเลน้ำลึกเช่นปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู สาหร่ายทะเล เห็ดบางชนิด ผักใบเขียวเช่น ผักโขม ผักปวยเล้ง คะน้า บล็อคโคลี่ เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมคอลลาเจน  ที่พบตามท้องตลาดมักมาจากหนังปลา เกล็ดปลา หนังวัว หนังหมู กระดูกวัวเป็นต้น

คำแนะนำเกี่ยวกับการกินคอลลาเจน

คำแนะนำขององค์การอาหารและยาแนะนำว่าผู้ที่ต้องการกินคอลลาเจนเสริม สามารถกินเป็นอาหารเสริมได้ 5,000-7,000 มิลลิกรัม /วัน แต่ไม่ควรเกิน 10,000 มิลลิกรัม ต่อวัน เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้  ควรเลือกกินที่เป็นคอลลาเจนสายสั้น เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าคอลลาเจนสายยาว โดยสังเกตที่ข้างกล่องผลิตภัณฑ์ตอนซื้อ ควรกินตอนท้องว่างแล้วดื่มน้ำตามมากๆ หรือกินควบคู่กับวิตามินซี เพื่อการดูดซึมที่ดี

พฤติกรรมที่ช่วยรักษาคอลลาเจนในร่างกาย

  • หลีกเลี่ยงแสงแดด
  • อย่าเครียดหรือเครียดให้น้อยลง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ หรือกินให้ครบ 5 หมู่
  • ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว

กอดบำบัด

รู้หรือไม่ว่าการกอดนั้นมีพลังมากกว่าที่คุณคิด เพราะไม่ใช่แค่การส่งผ่านความรู้สึกที่ดีที่สุด แต่ยังมีผลช่วยเยียวยาด้านสุขภาพด้วยคนเรานั้นต้องการการกอดเฉลี่ยแล้ว 4 ครั้งต่อวันสำหรับเคสปกติ 8 ครั้งต่อวันสำหรับการรักษา และ 12 ครั้งต่อวันสำหรับการเติบโต มาดูกันว่าแค่การกอดเล็กๆ จะส่งผลต่อร่างกายและติดใจของคนเราได้อย่างไร

การกอดช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น

ข้อสนับสนุนอย่างหนึ่งที่เชื่อถือได้คือการกอดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับความเครียด จากการศึกษาที่จัดขึ้นที่ Carnegie Mellon University และคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์กแสดงให้เห็นว่าการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยการกอดช่วยลดโอกาสในการป่วย

การกอดช่วยให้ระบบประสาทของคุณดีขึ้น

การกอดช่วยกระตุ้นระบบประสาทโดยลดความรู้สึกเหงา ต่อสู้กับความกลัวภายในใจ และช่วยเพิ่มความมั่นใจในตนเองนอกจากนี้ให้กำลังใจผู้อื่นผ่านการสัมผัสยังช่วยให้พวกเขารู้สึกถึงความเห็นอกเห็นใจและรับรู้ไมตรีที่คุณมีให้อย่างชัดเจนที่สุด ดังนั้นจึงส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคนๆ หนึ่งในทางบวก

การกอดช่วยให้ระดับความดันโลหิตในร่างกายดีขึ้น

จากการศึกษาได้พิสูจน์แล้วว่า การกอดนั้นส่งผลดีต่อสุขภาพของหัวใจ ค้นพบว่ากลุ่มอาสาสมัครที่ใช้การกอดเป็นเครื่องรักษาความเครียดมีผลความดันโลหิตที่ลดลง รวมไปถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่มั่นคงขึ้น ดังนั้นหากกอดอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

การกอดทำให้คุณมีความสุขเพิ่มมากขึ้น

ออกซิโตซินเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้คุณรู้สึกมีความสุขและเชื่อมโยงกับผู้อื่น บ่อยครั้งมันถูกเรียกว่า “ฮอร์โมนกอด” เพราะระดับของมันจะเพิ่มขึ้นเมื่อเรากอดกับใครสักคนหรือสิ่งที่เรารักสักอย่าง ฮอร์โมนนี้มีผลอย่างมากต่อผู้หญิงโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการกอดอย่างสม่ำเสมอ

การกอดมีผลช่วยลดความเจ็บปวด

การศึกษาที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยนิวยอร์กแสดงให้เห็นว่าการสัมผัสบางรูปแบบสามารถช่วยลดอาการปวดได้ มีการจัดทำการทดลองที่เรียกว่า การสัมผัสเพื่อการบำบัด เพื่อช่วยให้คนที่มีอาการ รู้สึกเจ็บปวดน้อยลงผู้ที่เข้าร่วมกล่าวว่าคุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้นหลังจากเข้ารับการรักษาด้วยการสัมผัสใน 6 ครั้ง เนื่องจากการกอดเป็นรูปแบบหนึ่งของการสัมผัสจึงสามารถช่วยลดอาการปวดได้เช่นกัน

การกอดช่วยเยียวยาความอ่อนเพลีย

ความหมายของการกอดของ Lena Forsell และ Jan Åström ได้แสดงให้เห็นว่าแค่การกอดเพียง 10 วินาทีสั้นๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าทางใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ

การกอดช่วยลดความวิตกกังวล

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการกอดนั้นส่งผลทั้งต่อการกระตุ้นฮอร์โมนในร่างกาย และส่งผลให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น นอกจากนี้มันยังช่วยให้ลดความกังวลภายในจิตใจของคนเราได้เป็นอย่างดี

เห็นไหมว่าการกอดนั้นมีประโยชน์อย่างมากทั้งในแง่ของการแชร์ความรู้สึกและการเยียวยาอย่าลืมกอดคนที่รักในทุกๆวันนะ

 

 

วิธีลดความอ้วนเร่งด่วน

การลดความอ้วนด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องยากและไม่ใช่เรื่องง่ายคุณเองก็ทำได้  หากมีความตั้งใจมากพอ การลดน้ำหนักนอกจากจะเป็นผลดีต่อบุคลิกภาพยังเป็นผลดีต่อสุขภาพของคุณอีกด้วย วันี้เราเอาวิธีลดความผอมแบบเร่งด่วนมาฝากกันด้วยแหละ

สำหรับใครที่กำลังหาวิธีลดความอ้วนเร่งด่วนด้วยตัวเองวันนี้มีเคล็ดลับมา บอกจะมีวิธียังไง  เรามาดูเคล็ดลับกันเลยจ้า

จากคนอ้วนไม่เคยคิดว่าตัวเองอ้วนเลยและไม่เคยคิดจะลด  จนวันหนึ่ง จุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงที่ไปเห็นกระจกแบบเต็มตัวในห้างก็ลองส่องดู แล้วก็มีคนผอมเพรียวหุ่นดีมาส่องข้างๆกัน ทันทีที่หันไปเห็นก็รู้สึกจุกที่กลางอก เลยทีเดียว

ใครที่ชอบชอบทานเค้ก ขนม พวกชาเย็น ชาเขียวนมสด เบเกอรี่ทุกชนิดทานเกือบทุกวันก็เลยทำให้น้ำหนักขึ้นเร็วมากๆ   และที่สำคัญทานอาหารเย็นมื้อหนักทุกวัน และทานข้าวพวกแป้งสีขาวเยอะ คำว่า อ้วน ก็เลยมาเยือน

เดือนแรกเราแนะนำใช้วิธีลดน้ำหนักแบบควบคุมอาหาร ยังไม่ออกกำลังกายเพราะว่า เป็นคนไม่ชอบออกกำลังกาย เพราะรู้สึกเหนื่อยและน่าเบื่อไม่ชอบการวิ่งเลย จึงหาหลายๆวิธี แนะนำให้เล่น Cardio ทำตามในยูทูปรู้สึกกระชับ 2 เดือนที่่น้ำหนักลงด้วยวิธีควบคุมอาหารแบบไม่ออกกำลังกาย

สิ่งสำคัญที่สุดในการลดความอ้วนคือการคุมอาหาร น้ำหนักจะขึ้น หรือ ลดลงได้ 70% มาจากการกิน

1.งดจำพวกแป้งทุกชนิดทั้งขนม ข้าว

2.งดจำพวกของทานเล่นหรือของขบเคี้ยวระหว่างวัน ถ้าหิวก็ทานน้ำเปล่าและแอปเปิ้ลเขียว หรือกีวี่

3.เน้นทานผัก และเนื้อสัตว์ต่อมื้อไม่ควรเกิน 150 กรัม

4.ช่วงลดน้ำหนักแนะนำช่วงเย็นควรทานเป็นผลไม้แนะนำคือแอปเปิ้ลเขียว 1 ลูกหรือกีวี่ 2 ลูก เพราะแอปเปิ้ลเขียว น้ำตาลน้อย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดไขมันในเส้นเลือด มีวิตามินซีสูง ที่สำคัญคืออิ่มท้อง

เมนูแนะนำ

มื้อเช้าเกาเหลาปลา 1 ชาม ไข่ต้ม 2 ฟอง ไก่ย่างอบ 1 ชิ้นต้มยำไก่ชามเล็ก

ผัดผักรวม สเต็กปลา 1 ชิ้น ต้มยำไก่ชามเล็ก สเต็กไก่สเต็กหมู

มื้อเที่ยง ส้มตำ ไก่ย่าง น้ำตก หรือปลาเผา เกาเหลาต้มยำชามเล็ก แกงจืดเต้าหู้ใส่ผักกาดขาว 1 ถ้วยเล็ก ปลานิลเผาเกลือตัวขนาเล็ก น้ำพริกหนุ่ม ปลานึ่ง ปลาทะทะเลต้มยำ กุ้งเผา 6 ตัว  ยำวุ้นเส้น เป็นต้น

มื้อเย็น แอปเปิ้ลเขียว 1 ลูกหรือ กีวี่ 2 ลูก สลัดผักแบบไม่ใส่ครีมสลัด ซุปใส ใส่ไก่สัก4ชิ้นบาง

สิ่งสำคัญอย่าลืมดื่มน้ำเปล่าเยอะๆระหว่างวัน  เพราะจะช่วยลดความหิว ไม่ทำให้โหย หรือเหี่ยว น้ำเปล่าทำให้ระบบภายในดีด้วย

ในการลดความอ้วน มีวิธีมาฝากกันอีกจะมีอะไรบ้างมาดูกัน

  • เลิกเครียด เพราะผู้หญิงที่เครียดมีแนวโน้มที่จะเผาผลาญพลังงานได้น้อยกว่า
  • จิบเบียร์วันละนิด สาวนักดื่มคงยิ้มร่ากับการลดความอ้วนวิธีนี้เพราะการจิบเบียร์ 2 แก้วต่อวันจะช่วยชะลอการแตกตัวของไขมันได้ถึง 73 เปอร์เซ็นต์!
  • ขยับเท้าเวลานั่ง   ระหว่างที่นั่งทำงาน เพราะการขยับเท้าเวลานั่งจะช่วยเบิร์นแคลอรีได้มากกว่าการนั่งเฉยๆ ถึง 100 แคลอรีเลยทีเดียวค่ะ
  • ออกกำลังกายวันละ 10 นาที  รู้มั้ยว่าแค่ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ เพียงวันละ 10 นาที ให้เหงื่อได้ออกพอประมาณ ก็ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้เป็นชั่วโมงแล้ว